Hybrid Working ที่ทำงานน่าอยู่ดูตรงไหน? เมื่อ Experience สำคัญกว่ากฎระเบียบ

เทรนด์ออฟฟิศปี 2026 แนวคิด Magnet not Mandate ที่เน้นประสบการณ์มากกว่าการบังคับ พร้อมวิธีสังเกตออฟฟิศน่าอยู่ผ่านการออกแบบ Hybrid Working เพื่อคุณภาพชีวิตคนทำงาน

Hybrid Working

เคยตั้งคำถามกับตัวเองไหมว่าทำไมเราต้องตื่นเช้าฝ่ารถติดเพื่อเข้าออฟฟิศ ทั้งที่งานในมือก็สามารถจัดการให้เสร็จจากที่บ้านได้ นี่คือคำถามแทงใจที่เกิดขึ้นในใจของคนทำงานรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม First Jobber ที่เริ่มมองหาความหมายของการใช้ชีวิตในที่ทำงานมากกว่าแค่เรื่องเงินเดือน แนวคิดการบริหารจัดการพื้นที่ทำงานแบบเดิมที่เน้นการตอกบัตรเช็คชื่อกำลังถูกท้าทายอย่างหนัก ข้อมูลที่น่าสนใจจาก Hubstar ซึ่งวิเคราะห์เทรนด์การทำงานในอนาคตชี้ให้เห็นว่า ภายในปี 2026 องค์กรชั้นนำระดับโลกจะเปลี่ยนมาตรวัดความสำเร็จใหม่ โดยเลิกสนใจจำนวนวันที่พนักงานเข้าออฟฟิศ แต่จะหันมาแข่งขันกันเรื่อง Quality of Workplace Experience หรือคุณภาพของประสบการณ์ในที่ทำงานแทน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นทิศทางใหม่ที่เรียกว่า Magnet not Mandate หรือการทำให้ออฟฟิศเป็นเหมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดใจจนคนอยากมาเอง โดยไม่ต้องใช้นโยบายบังคับขู่เข็ญ ซึ่งความน่าอยู่ที่ว่านี้ ไม่ได้วัดกันที่ความหรูหราของตึกสูง แต่วัดกันที่การออกแบบพื้นที่และเฟอร์นิเจอร์ที่เข้าใจความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง และนี่คือ 3 จุดสังเกตสำคัญที่คุณควรมองหา เพื่อดูว่าองค์กรนั้นใส่ใจคุณภาพชีวิตของคุณมากแค่ไหน

พื้นที่ที่มอบความสงบส่วนตัวท่ามกลางผู้คนด้วย Acoustic Furniture

ปัญหาคลาสสิกที่ทำให้พนักงานหลายคนขยาดการเข้าออฟฟิศคือสภาวะเสียงรบกวนที่ควบคุมไม่ได้ โดยเฉพาะในออฟฟิศแบบ Open Plan ที่เคยได้รับความนิยมในอดีต ซึ่งแม้จะดูโปร่งโล่งและส่งเสริมการพูดคุย แต่กลับกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจของสมาธิในการทำงาน ลองจินตนาการถึงการต้องนั่งปั่นงานด่วนท่ามกลางเสียงคุยโทรศัพท์ของเพื่อนร่วมงานโต๊ะข้างๆ หรือเสียงประชุมย่อยที่ดังลอดมาตลอดเวลา สภาพแวดล้อมเช่นนี้ไม่เพียงแต่ลดประสิทธิภาพการทำงาน แต่ยังสร้างความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว ในบริบทของ Hybrid Working ที่คนเข้าออฟฟิศเพื่อมาเจอหน้ากัน ความจอแจจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงยาก แต่การออกแบบที่ดีสามารถจัดการเรื่องนี้ได้

การแก้ปัญหาด้วยงานดีไซน์จึงไม่ใช่การสร้างกำแพงทึบปิดกั้นทุกคนออกจากกัน แต่เป็นการเลือกใช้ Acoustic Furniture หรือเฟอร์นิเจอร์ดูดซับเสียงเข้ามาช่วยจัดสรรพื้นที่ หากคุณเดินเข้าไปในออฟฟิศแล้วเห็นตู้ Phone Booths หน้าตาดีตั้งอยู่เพื่อให้พนักงานเข้าไปคุยโทรศัพท์ส่วนตัวหรือประชุมออนไลน์เงียบๆ นั่นคือสัญญาณที่ดี หรือการมีโซฟาพนักพิงสูง (High-back Sofas) ที่เมื่อนั่งลงไปแล้ว พนักพิงจะโอบล้อมรอบตัวเรา ช่วยกันเสียงรบกวนจากภายนอกและบดบังสายตาจากคนที่เดินผ่านไปมา สร้างพื้นที่ปลอดภัยหรือ Safe Zone ขนาดย่อมให้เราได้โฟกัสกับงานตรงหน้า เฟอร์นิเจอร์เหล่านี้คือตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ Hybrid Space สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งการทำงานร่วมกันและการทำงานที่ต้องการสมาธิสูง การที่บริษัทลงทุนกับเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเขาเข้าใจธรรมชาติของการทำงานยุคใหม่ ที่ความสงบส่วนตัวคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุด

สร้างบรรยากาศผ่อนคลายด้วยดีไซน์แบบ Resimercial

ภาพจำของออฟฟิศสมัยก่อนมักเต็มไปด้วยความแข็งกระด้าง แสงไฟนีออนสีขาวโพลนที่สว่างจ้าเกินความจำเป็น และเฟอร์นิเจอร์เหล็กหน้าตาซ้ำๆ กันเรียงเป็นตับ บรรยากาศแบบนี้มักสร้างความรู้สึกกดดัน เกร็ง และทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมาโดยอัตโนมัติ พนักงานหลายคนจึงรู้สึกว่าการนั่งทำงานที่บ้านบนโซฟานุ่มๆ หรือที่คาเฟ่บรรยากาศดีๆ นั้นมีความสุขและลื่นไหลกว่ามาก นี่จึงเป็นที่มาของเทรนด์การออกแบบที่เรียกว่า Resimercial ซึ่งเกิดจากการผสมคำว่า Residential (ที่พักอาศัย) เข้ากับ Commercial (เชิงพาณิชย์) เพื่อลบภาพความจำเจของออฟฟิศแบบเดิมให้หายไป

การสังเกตว่าที่ทำงานไหนมีความเป็น Resimercial สามารถดูได้จากการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์และวัสดุตกแต่ง ออฟฟิศที่น่าอยู่จะมีการใช้เก้าอี้ Lounge Chair ที่มีผิวสัมผัสนุ่มนวล บุด้วยผ้าหรือกำมะหยี่แทนการใช้พลาสติกแข็ง มีการใช้โต๊ะไม้จริงที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น หรือการปูพรมเพื่อลดความกระด้างของพื้น นอกจากนี้ เรื่องของแสงสว่างก็เป็นปัจจัยสำคัญ การเปลี่ยนจากแสงสีขาวจัดจ้านมาเป็น Warm Light หรือแสงสีนวลตาในโซนพักผ่อน จะช่วยลดความตึงเครียดของสายตาและสมอง ทำให้บรรยากาศโดยรวมดูผ่อนคลายเหมือนห้องนั่งเล่นที่บ้าน การสร้าง Hybrid Workplace ที่มีกลิ่นอายความอบอุ่นเช่นนี้ ไม่ได้ทำเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นจิตวิทยาการออกแบบที่ช่วยให้พนักงานรู้สึก "เป็นตัวเอง" มากขึ้น ลดกำแพงความเกร็งในการสื่อสาร และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ได้ดีกว่าการนั่งอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมที่เย็นชืด

Hybrid Working และการดูแลสุขภาพด้วยหลักการ Ergonomics

ดูแลสุขภาพด้วยหลัก Ergonomics อย่างจริงจัง

เรื่องสุขภาพไม่ใช่เรื่องล้อเล่น และออฟฟิศซินโดรมก็ไม่ใช่ของขวัญที่ใครอยากได้จากการทำงานหนัก ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่บ่งบอกว่าบริษัทนั้น "เห็นค่า" ของพนักงานหรือไม่ คือการลงทุนกับอุปกรณ์ที่ต้องสัมผัสกับร่างกายของคนทำงานตลอดทั้งวัน ในยุคที่คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น การมีแค่เก้าอี้ล้อเลื่อนธรรมดาอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ประสบการณ์การทำงานที่ดีต้องเริ่มต้นที่ความสบายทางกายภาพ หากต้องนั่งทนปวดหลังวันละ 8 ชั่วโมง ต่อให้เงินเดือนดีแค่ไหนก็อาจไม่คุ้มกับค่ากายภาพบำบัดในระยะยาว

เมื่อคุณก้าวเข้าไปในออฟฟิศ ลองสังเกตเก้าอี้ทำงานว่าเป็น Ergonomic Chair ที่รองรับสรีระได้จริงหรือไม่ มีพนักพิงศีรษะ ที่วางแขนปรับระดับได้ หรือตัวดันหลัง (Lumbar Support) ที่ช่วยประคองกระดูกสันหลังหรือเปล่า และสิ่งที่กำลังเป็นมาตรฐานใหม่ในองค์กรชั้นนำคือ Adjustable Desks หรือโต๊ะปรับระดับไฟฟ้า ที่อนุญาตให้พนักงานเปลี่ยนอิริยาบถจากการนั่งมาเป็นยืนทำงานได้เมื่อรู้สึกเมื่อยล้า การมีเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้สะท้อนว่าองค์กรให้ความสำคัญกับ Well-being ของพนักงานอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่คำโฆษณาชวนเชื่อ การลงทุนกับเครื่องมือเหล่านี้คือการส่งสัญญาณว่าองค์กรพร้อมจะดูแลรักษาสุขภาพของคุณให้ดีที่สุด เพื่อให้คุณสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความเจ็บป่วย


คำถามที่พบบ่อย

1. Acoustic Furniture ช่วยเรื่อง Hybrid Working ได้อย่างไร? 

Acoustic Furniture เช่น ตู้เก็บเสียงหรือฉากกั้นดูดซับเสียง ช่วยลดเสียงรบกวนในออฟฟิศ ทำให้พนักงานมีสมาธิโฟกัสงานได้ดีขึ้น และยังช่วยให้การประชุมออนไลน์กับทีมที่ทำงานแบบ Remote เป็นไปอย่างราบรื่นโดยไม่รบกวนเพื่อนร่วมงานที่นั่งข้างๆ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานแบบ Hybrid

2. ทำไมเทรนด์ Resimercial ถึงสำคัญต่อสุขภาพจิตพนักงาน? 

การออกแบบแบบ Resimercial ช่วยลดความรู้สึกตึงเครียดและเป็นทางการเกินไปของออฟฟิศ สภาพแวดล้อมที่อบอุ่น ผ่อนคลาย และมีความเป็น "บ้าน" จะช่วยลดระดับความกังวล ทำให้พนักงานกล้าแสดงออก มีความคิดสร้างสรรค์ และลดโอกาสการเกิดภาวะ Burnout จากสภาพแวดล้อมที่กดดัน

3. ควรสังเกตอะไรเป็นพิเศษเมื่อไปดูสถานที่ทำงานจริง? 

ให้สังเกต 3 จุดหลัก คือ 1. พื้นที่เก็บเสียงหรือโซนเงียบสงบ (Privacy) 2. ความสบายของเก้าอี้และโต๊ะทำงาน (Ergonomics) และ 3. บรรยากาศโดยรวมว่าดูแข็งกระด้างหรือผ่อนคลาย (Vibe) หากมีครบทั้ง 3 ข้อ แสดงว่าบริษัทนั้นให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตพนักงานสูง

Hybrid Working เมื่อ Experience สำคัญกว่ากฎระเบียบ

สรุป

ท้ายที่สุดแล้ว คำว่า "ที่ทำงานน่าอยู่" ในบริบทของโลกการทำงานยุคใหม่ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงามภายนอก แต่เป็นเรื่องของ Experience หรือประสบการณ์ที่ผู้ออกแบบและองค์กรตั้งใจมอบให้กับผู้ใช้งาน ผ่านแนวคิด Human-Centric Design ที่ยึดคนเป็นศูนย์กลาง สำหรับน้องๆ First Jobber หรือใครก็ตามที่กำลังมองหาบ้านหลังที่สองในการทำงาน ครั้งต่อไปที่คุณไปสัมภาษณ์งาน ลองละสายตาจากเอกสารสัญญาแล้วมองไปรอบๆ สังเกตเฟอร์นิเจอร์ สังเกตแสงไฟ และสังเกตบรรยากาศ เพราะสิ่งของที่ไม่มีชีวิตเหล่านี้ กำลังส่งเสียงบอกเล่าวัฒนธรรมองค์กรและความใส่ใจที่แท้จริงได้เสียงดังฟังชัดกว่าคำพูดสวยหรูในห้องประชุมเสียอีก การเลือกองค์กรที่ลงทุนกับความสุขของคุณผ่านพื้นที่ทำงาน คือก้าวแรกของการสร้างคุณภาพชีวิตการทำงานที่ดีในระยะยาว


พร้อมสร้างสรรค์พื้นที่ทำงานที่ "ใส่ใจคน" และช่วยลดความเครียดแล้วหรือยัง? ให้ Modernform Hybrid Space ช่วยออกแบบพื้นที่สำหรับการ พัก คุย คิด ที่ลงตัว เปลี่ยนภาพลักษณ์องค์กรและสร้างพื้นที่ที่ทำให้พนักงาน ‘รู้สึกดี’ ตั้งแต่ก้าวแรก ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ Smart Workplace จาก Modernform เพื่อค้นหาโซลูชันที่ใช่สำหรับคุณได้แล้ววันนี้

Explore Products

Townhall Hybrid Space เปลี่ยนออฟฟิศเป็น Event Hub

Next Inspired

เปลี่ยนออฟฟิศเป็น Event Hub ด้วย Townhall Hybrid Space

เรียนรู้วิธีจัดพื้นที่ Hybrid Workplace ให้เป็น Townhall Space รองรับทุกอีเวนต์ เพื่อสร้างออฟฟิศให้เป็นศูนย์กลางของแบรนด์ (Brand Hub)

Discover
แชร์