จัด Co-Working ยังไง ให้คนอยากมาใช้บริการ
เคล็ดลับการจัดพื้นที่ Co Working Space ให้ประสบความสำเร็จ ดึงดูด Gen Z ด้วยดีไซน์ Modern Office ที่ผสมผสาน Hybrid Space และมุมพักผ่อน สร้างทางเลือกที่เหนือกว่า
ความท้าทายของการทำงานในปัจจุบันคือความรู้สึกกึ่งกลางที่หาจุดลงตัวได้ยาก การทำงานที่บ้านอาจมอบความสบายใจแต่บ่อยครั้งกลับแลกมาด้วยความเหงาและสิ่งรบกวนรอบข้างที่ชวนให้วอกแวก ในขณะที่การหอบงานไปทำที่ร้านกาแฟเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศกลับต้องเจอกับเสียงจอแจ ปลั๊กไฟที่หายาก หรือความเกรงใจเมื่อต้องนั่งแช่นานๆ Co-Working Space จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ที่สาม หรือ The Third Place ที่เข้ามาแก้ปัญหาเหล่านี้ แต่หากสถานที่ของคุณมีเพียงโต๊ะทำงานเรียงรายกันเป็นแถวเหมือนห้องเรียนหรือสำนักงานยุคเก่า มันก็คงไม่ต่างอะไรจากออฟฟิศที่น่าเบื่อและไม่สามารถดึงดูดให้ใครยอมจ่ายเงินเข้ามาใช้บริการได้ เคล็ดลับสำคัญที่จะเปลี่ยนผู้มาเยี่ยมชมให้กลายเป็นลูกค้าประจำคือการสร้างบรรยากาศ หรือ Vibe ที่ใช่ และมอบทางเลือกที่หลากหลายในการนั่งทำงานผ่านการตกแต่งสไตล์ แบบออฟฟิศสวยๆ ที่เรามักเห็นในพินเทอเรสต์ โดยมีกุญแจสำคัญอยู่ที่การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์กลุ่ม Hybrid Space อย่างโซฟา เลานจ์ หรือม้านั่ง เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ที่เหนือกว่าแค่การมีโต๊ะวางคอมพิวเตอร์
นิยาม "แบบออฟฟิศสวยๆ" ที่ Gen Z มองหาและยอมจ่าย
เมื่อเราพูดถึงคำว่าสวยในบริบทของธุรกิจพื้นที่ทำงาน มันไม่ได้หมายถึงความหรูหราฟู่ฟ่าหรือของตกแต่งราคาแพงเสมอไป แต่สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลักอย่าง Gen Z หรือเหล่า Freelancer คำว่า แบบออฟฟิศสวยๆ หมายถึงพื้นที่ที่ตอบโจทย์สามด้านหลักคือ สุนทรียภาพ ความสบาย และความยืดหยุ่น สุนทรียภาพคือการมีดีไซน์ที่สะท้อนตัวตนและมีมุมถ่ายรูปที่สวยงามหรือ Instagrammable ซึ่งทำให้พวกเขารู้สึกดีที่ได้เช็คอินและเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่นั้น ความสบายคือการมีเฟอร์นิเจอร์ที่รองรับสรีระ ให้ความรู้สึกผ่อนคลายเหมือนอยู่บ้าน และสุดท้ายคือความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุด ลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการอิสระในการเลือกที่นั่งตามอารมณ์และประเภทของงานในแต่ละช่วงเวลา พวกเขาไม่ได้มองหาแค่โต๊ะสี่เหลี่ยมเพื่อนั่งหลังขดหลังแข็งทั้งวัน แต่กำลังมองหาพื้นที่ที่เรียกว่า Relaxed Productivity หรือพื้นที่ที่ช่วยให้ผ่อนคลายแต่ยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพการทำงาน ดังนั้นการ จัดพื้นที่ Co Working Space ให้ประสบความสำเร็จ จึงต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจว่าลูกค้าไม่ได้ซื้อที่นั่ง แต่กำลังซื้อประสบการณ์และความสบายใจในการทำงาน
Hybrid Space อาวุธลับเพิ่มมูลค่าให้ Co-Working Space
การจะสร้าง Vibe ที่ดึงดูดใจได้นั้น เจ้าของกิจการจำเป็นต้องมองข้ามกรอบเดิมๆ และหันมาให้ความสำคัญกับสินค้าหลักของ modern office ยุคใหม่อย่างเฟอร์นิเจอร์ Hybrid Space เริ่มต้นจากการสร้าง Social Hub หรือศูนย์กลางชุมชนด้วยการจัดวางโซฟาและโต๊ะกาแฟเข้าชุดกัน พื้นที่ส่วนนี้จะทำหน้าที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดให้เกิดปฏิสัมพันธ์ การใช้โซฟาคุณภาพดีจากคอลเลกชัน Hybrid Space ที่นั่งสบายจะช่วยเชิญชวนให้ผู้คนมานั่งรวมตัว พูดคุย และแลกเปลี่ยนไอเดีย ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาหาไม่ได้จากการทำงานคนเดียวที่บ้าน ถัดมาคือการสร้าง Premium Nook หรือมุมโปรดริมหน้าต่างด้วยการใช้เก้าอี้พักผ่อนแบบ Lounge Chair คู่กับโต๊ะข้าง เพื่อจำลองบรรยากาศคาเฟ่ระดับพรีเมียม มุมนี้มักจะเป็นจุดที่ได้รับความนิยมสูงสุด เพราะตอบโจทย์คนที่ต้องการปลีกวิเวกเพื่อคิดงานเงียบๆ หรืออ่านหนังสือในบรรยากาศที่ผ่อนคลายแต่ดูดี นอกจากนี้ การเพิ่ม Agile Point หรือจุดคล่องตัวด้วยม้านั่ง หรือ Bench ตามจุดต่างๆ หรือวางคู่กับโต๊ะยาว ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์ความคล่องตัว สำหรับผู้ที่ต้องการที่นั่งด่วนเพื่อวางของ พักรอ หรือคุยโทรศัพท์สั้นๆ โดยไม่ต้องจับจองพื้นที่ใหญ่นานเกินไป
3 ปัจจัยที่ทำให้ Co-Working ชนะขาดร้านกาแฟ
แม้ว่าการตกแต่งจะสวยงามเพียงใด แต่ฟังก์ชันการใช้งานคือสิ่งที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจกลับมาซ้ำ การ จัดพื้นที่ Co Working Space ให้ชนะใจลูกค้าได้ต้องใส่ใจในรายละเอียดที่ร้านกาแฟทั่วไปมักให้ไม่ได้
ข้อแรก Power Access
สถานที่สวยงามจะไร้ค่าทันทีหากแบตเตอรี่หมดแล้วหาที่ชาร์จไม่ได้ การออกแบบที่ดีต้องมั่นใจว่ามีปลั๊กไฟหรือช่องเสียบ USB อยู่ใกล้กับเฟอร์นิเจอร์ Hybrid Space ทุกชิ้น ไม่เว้นแม้แต่ตรงโซฟาหรือมุมม้านั่ง เพื่อให้การทำงานไม่สะดุด
ข้อสอง Zoning หรือการแบ่งโซนให้ชัดเจน
การใช้พรมปูพื้น หรือตู้เก็บของเตี้ยๆ มาเป็นตัวกำหนดขอบเขตระหว่างโซน Focus ที่เน้นความเงียบและจริงจัง กับโซน Hybrid Space ที่อนุญาตให้มีการพูดคุยและผ่อนคลาย จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเลือก Vibe ที่ตรงกับความต้องการของตนเองได้โดยไม่รบกวนกัน
ข้อสาม Acoustics & Lighting หรือแสงและเสียง
ในโซนพักผ่อนควรเลือกใช้แสงนวล หรือ Warm Light จากโคมไฟตั้งพื้นเพื่อสร้างความรู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลาย แตกต่างจากโซนทำงานที่ใช้แสงขาว และควรเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์บุผ้า เช่น โซฟา เพื่อช่วยซับเสียงบทสนทนาไม่ให้ดังกระจายรบกวนโซนอื่นๆ

คำถามที่พบบ่อย
1. ควรจัดสัดส่วนระหว่างโต๊ะทำงานและพื้นที่ Hybrid Space (โซฟา/เลานจ์) อย่างไร?
ไม่มีสูตรตายตัว แต่สำหรับ Co-Working Space ยุคใหม่ แนะนำสัดส่วนที่ 60:40 หรือ 70:30 (โต๊ะทำงาน : Hybrid Space) เพื่อให้มีพื้นที่รองรับทั้งคนที่ต้องการนั่งทำงานจริงจัง และคนที่ต้องการเปลี่ยนอิริยาบถ พื้นที่ Hybrid Space ที่มากพอจะช่วยลดความรู้สึกอึดอัดและทำให้สถานที่ดูโปร่งโล่งน่าใช้บริการมากขึ้น
2. การใช้โซฟาใน Co-Working Space จะดูแลงรักษายากกว่าเก้าอี้สำนักงานหรือไม่?
แน่นอนว่าโซฟาบุผ้าต้องการการดูแลมากกว่าพลาสติกหรือตาข่าย แต่สามารถจัดการได้โดยการเลือกใช้วัสดุหุ้มเกรด Commercial ที่เคลือบสารกันน้ำหรือกันเปื้อน และเลือกสีโทนกลางๆ ที่ไม่เลอะง่าย การดูแลรักษาที่ดีจะช่วยยืดอายุการใช้งานและรักษาภาพลักษณ์ แบบออฟฟิศสวยๆ ให้ดูใหม่อยู่เสมอ
3. แสงไฟแบบไหนที่เหมาะกับโซน Hybrid Space มากที่สุด?
ควรใช้แสงไฟแบบ Warm White (3000K - 3500K) เพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและแตกต่างจากโซนโต๊ะทำงานที่มักใช้ Cool White หรือ Daylight การใช้โคมไฟตกแต่ง เช่น โคมไฟตั้งพื้น หรือไฟห้อยเพดาน จะช่วยสร้างมิติและทำให้พื้นที่ดูพรีเมียมขึ้น ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป
