เบลนด์พื้นที่ทำงานงาน กับ "Lounge" ยังไงใน Co-Working Space ให้ไอเดียพุ่ง
เคล็ดลับจัดพื้นที่ Co Working Space ให้ตอบโจทย์ Gen Z เปลี่ยนเลานจ์ธรรมดาให้เป็น Ideation Hub ด้วยแบบออฟฟิศสวยๆ สไตล์ Modern Office
คุณเคยสังเกตไหมว่าเวลาที่เรานั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่โต๊ะทำงานอย่างเคร่งเครียดเพื่อพยายามคิดงานให้ออก บ่อยครั้งที่สมองกลับตื้อตันและคิดอะไรไม่ออกเลย แต่พอเราตัดสินใจลุกเดินไปชงกาแฟ หรือทิ้งตัวลงเอนหลังบนโซฟานุ่มๆ สักพัก ไอเดียดีๆ กลับผุดขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ ปัญหานี้สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ทำงานแบบเดิมที่เน้นโต๊ะเก้าอี้เรียงราย หรือ Focus Zone นั้น ถูกออกแบบมาเพื่อการลงมือทำ หรือ Execution ที่ต้องการความแม่นยำ แต่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อกระบวนการคิดริเริ่ม หรือ Ideation ที่ต้องการความผ่อนคลาย ดังนั้น Co-Working Space ที่เต็มไปด้วยโต๊ะทำงานเพียงอย่างเดียวจึงดูน่าเบื่อและไม่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ที่ยอมจ่ายเงินเพื่อแลกกับ Vibe และ Community ที่ดีกว่า บทความนี้จึงจะพาคุณไปค้นพบวิธี จัดพื้นที่ Co Working Space โดยการผสมผสานระหว่างโต๊ะทำงานและ Lounge ให้กลายเป็นพื้นที่เดียวกัน เพื่อเปลี่ยนจุดพักผ่อนให้เป็นแหล่งกำเนิดไอเดียที่ทรงพลัง
เมื่อ "Lounge" คือจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์ใน Modern Office
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือการมองว่าโซน Lounge เป็นเพียงพื้นที่สำหรับอู้งานหรือพักผ่อนหย่อนใจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตามหลักจิตวิทยาประสาทวิทยาศาสตร์ บรรยากาศที่ผ่อนคลายมีผลโดยตรงต่อกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ เมื่อเรานั่งที่โต๊ะทำงานในท่าทางที่เคร่งขรึม สมองจะเข้าสู่โหมด Focus ที่เหมาะกับการทำงานรูทีนหรือการแก้ปัญหาเชิงตรรกะ แต่เมื่อเราย้ายไปนั่งบนโซฟาในบรรยากาศที่สบายขึ้น สมองจะเปลี่ยนเข้าสู่โหมด Diffuse ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สมองผ่อนคลายและสามารถเชื่อมโยงข้อมูลที่กระจัดกระจายเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นไอเดียใหม่ๆ หรือนวัตกรรมที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน
การสร้าง แบบออฟฟิศสวยๆ ในสไตล์ modern office ที่ดึงดูดใจคนทำงานรุ่นใหม่ จึงไม่ใช่แค่การเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ดูดี แต่คือการสร้างบรรยากาศที่เอื้อให้เกิดสภาวะ Diffuse Mode นี้ได้ง่ายขึ้น เฟอร์นิเจอร์ประเภท Hybrid Space เช่น โซฟานุ่มๆ หรือม้านั่งยาว จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการจำลองบรรยากาศแบบ Café Hopping ที่คนรุ่นใหม่ชื่นชอบ ซึ่งเป็นบรรยากาศที่พวกเขารู้สึกปลอดภัยและเป็นอิสระทางความคิด การเปลี่ยนคำจำกัดความของ Lounge จากพื้นที่ Passive ให้กลายเป็น Active Ideation Hub จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ Co-Working Space ของคุณแตกต่างและตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้ใช้งานยุคใหม่อย่างแท้จริง

3 สูตรลับการจัดวาง Zoning เพื่อเบลนด์พื้นที่ให้ลื่นไหลและใช้งานได้จริง
การจะเบลนด์พื้นที่สองรูปแบบที่แตกต่างกันให้ลงตัว ไม่ใช่เพียงแค่นำเฟอร์นิเจอร์มาวางปนกัน แต่ต้องอาศัยศิลปะในการ จัดพื้นที่ Co Working Space อย่างชาญฉลาด เริ่มต้นด้วย
สูตรที่ 1 สร้าง Ideation Pod หรือวงระดมสมอง
ด้วยการนำโซฟาและเก้าอี้พักผ่อน (Lounge Chair) มาจัดวางล้อมรอบโต๊ะกาแฟในลักษณะรูปตัว L หรือตัว U การจัดวางแบบนี้จะสร้างพื้นที่กึ่งส่วนตัว (Semi-Private) ที่ช่วยให้กลุ่มคนทำงานสามารถ Brainstorm กันได้อย่างมีประสิทธิภาพ การไม่มีหัวโต๊ะทำให้ทุกคนรู้สึกเท่าเทียมและกล้าแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นการนำข้อดีของความสบายในโซน Lounge มาผสานกับการทำงานกลุ่มได้อย่างลงตัว
สูตรที่ 2 ใช้ The Buffer Bench หรือม้านั่งกันชน เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างโซน
โซนโต๊ะทำงานที่ต้องการความเงียบกับโซน Lounge ที่มีการพูดคุย มักจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากันเสมอ การใช้ม้านั่งจากคอลเลกชัน Hybrid Space มาวางคั่นกลางจะทำหน้าที่เป็นจุดพัก หรือ Transition Area ที่เปิดโอกาสให้คนที่นั่งทำงานเครียดๆ สามารถลุกเปลี่ยนอิริยาบถมานั่งคุยงานด่วนสั้นๆ หรือพักสายตาได้โดยไม่ต้องเดินไกล และไม่รบกวนคนที่ต้องการสมาธิ
สูตรที่ 3 Creative Nook หรือมุมคิดงานเดี่ยว
สำหรับคนที่ต้องการปลีกวิเวกเพื่อใช้ความคิดแต่ไม่อยากนั่งโต๊ะแข็งๆ การจัดวาง Lounge Chair ดีไซน์สวยคู่กับโต๊ะข้างริมหน้าต่าง จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการทำงานที่ผสานไปกับความสบายได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เทคนิคการสร้าง Vibe และฟังก์ชันด้วย Soft Zoning และแสงสว่าง
เคล็ดลับสำคัญที่จะทำให้การเบลนด์พื้นที่ดูเป็นมืออาชีพและน่าใช้งานคือการใช้เทคนิค Soft Zoning แทนการกั้นผนังทึบ การใช้พรมเพื่อตีกรอบพื้นที่โซนนั่งเล่น การใช้ชั้นวางของแบบโปร่ง หรือแม้กระทั่งการใช้พนักพิงของโซฟาเป็นตัวแบ่งอาณาเขต จะช่วยรักษาความโปร่งโล่งตามสไตล์ modern office ไว้ได้ ในขณะที่ยังแบ่งสัดส่วนการใช้งานได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ เรื่องของระบบไฟและปลั๊กไฟก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ Lounge ที่จะทำให้ไอเดียพุ่งต้องทำงานได้จริง ดังนั้นการติดตั้งเต้ารับหรือช่องเสียบ USB ให้ครอบคลุมบริเวณโซฟาจึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อให้ผู้ใช้งานไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดจนขัดจังหวะความคิด
แสงสว่างก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยแยกความรู้สึกของแต่ละโซน ในโซนโต๊ะทำงานควรใช้แสงขาว (Cool Light) เพื่อความตื่นตัว แต่ในโซน Lounge ควรเลือกใช้แสงนวล (Warm Light) จากโคมไฟตั้งพื้นหรือโคมไฟแขวน เพื่อสร้างความรู้สึกผ่อนคลายและแตกต่างจากโซนทำงานหลัก นอกจากนี้ การเลือกใช้วัสดุบุผ้า (Upholstered) สำหรับเฟอร์นิเจอร์ในโซน Lounge ยังช่วยในเรื่อง Acoustics หรือการซับเสียง ทำให้เสียงสนทนาในวงประชุมย่อยไม่ดังรบกวนออกไปสู่ภายนอกมากนัก การใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ จะช่วยยกระดับ Co-Working Space ของคุณให้กลายเป็นพื้นที่ที่ทั้งสวยงามและเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพอย่างแท้จริง
คำถามที่พบบ่อย
1. การรวมโซน Lounge กับโซนทำงาน จะทำให้เกิดเสียงรบกวนจนทำงานไม่ได้หรือไม่?
ปัญหานี้จัดการได้ด้วยการเลือกวัสดุและการวางผัง การใช้เฟอร์นิเจอร์บุผ้า พรม และแผ่นซับเสียงตกแต่งผนังในโซน Lounge จะช่วยดูดซับเสียงได้มาก นอกจากนี้การใช้ "Sound Masking" หรือเปิดเพลงคลอเบาๆ จะช่วยกลบเสียงบทสนทนา ทำให้คนในโซน Focus ไม่รู้สึกถูกรบกวน
2. เฟอร์นิเจอร์แบบไหนที่เหมาะกับการใช้ในโซน Lounge ของ Co-Working Space?
ควรเลือกเฟอร์นิเจอร์เกรด Commercial ที่มีความทนทานสูงกว่าเฟอร์นิเจอร์บ้าน (Residential) เพราะต้องรองรับการใช้งานที่หนักหน่วง ที่สำคัญควรเป็นเฟอร์นิเจอร์กลุ่ม Hybrid Space ที่ออกแบบความสูงของเบาะและโต๊ะให้เหมาะกับการนั่งทำงานด้วยแล็ปท็อป ไม่ใช่นุ่มจนจม หรือเตี้ยจนปวดหลัง
3. พื้นที่ขนาดเล็กสามารถทำ Lounge แบบ Ideation Hub ได้ไหม?
ทำได้แน่นอน สำหรับพื้นที่จำกัด แนะนำให้ใช้ "Modular Sofa" ที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปร่างได้ หรือใช้การจัดมุมเล็กๆ (Nook) ด้วยอาร์มแชร์เพียง 1-2 ตัวคู่กับโต๊ะข้าง ก็สามารถสร้างพื้นที่กระตุ้นไอเดียได้โดยไม่ต้องใช้พื้นที่กว้างขวาง
