จับคู่เฟอร์นิเจอร์ Hybrid Space สร้าง 'Work Vibe' ที่ใช่
เบื่อไหมกับออฟฟิศเดิมๆ พบไอเดียจัดพื้นที่ Hybrid Workplace ด้วยการจับคู่เฟอร์นิเจอร์
พฤติกรรมการทำงานของคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ Gen Z นั้นมีความซับซ้อนและละเอียดอ่อนมากกว่าที่คิด เคยสงสัยไหมว่าทำไมพวกเขาถึงเบื่อหน่ายกับการนั่งทำงานในออฟฟิศแบบ Open-Plan ที่มีแต่โต๊ะสีขาวเรียงรายกันเป็นระเบียบ แต่กลับชอบหอบแล็ปท็อปออกไปนั่งทำงานตามร้านกาแฟ Co-working Space หรือแม้กระทั่งห้องสมุดสาธารณะ คำตอบไม่ได้อยู่ที่รสชาติของกาแฟเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความต้องการเปลี่ยนบรรยากาศ หรือ Vibe ในการทำงานให้สอดคล้องกับอารมณ์และประเภทของงานในช่วงเวลานั้นๆ ปัญหาของออฟฟิศรูปแบบเดิมคือการบังคับให้ทุกคนต้องทำงานภายใต้บรรยากาศเดียว ไม่ว่าจะเป็นงานที่ต้องใช้สมาธิขั้นสูงหรืองานที่ต้องระดมสมองอย่างบ้าคลั่ง ก็ต้องนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวเดิม ซึ่งความจำเจนี้เองที่เป็นตัวการสำคัญในการลดทอนความคิดสร้างสรรค์และไฟในการทำงาน ทางออกที่ชาญฉลาดสำหรับการบริหารจัดการสำนักงานสมัยใหม่คือการนำแนวคิดการ จัดพื้นที่ Hybrid Workplace มาปรับใช้ ด้วยการสร้างพื้นที่ทำงานที่หลากหลายภายในออฟฟิศเดียว โดยอาศัยศิลปะการจับคู่และผสมผสานเฟอร์นิเจอร์จากคอลเลกชัน Hybrid Space เพื่อเนรมิตบรรยากาศที่แตกต่างและตอบโจทย์ทุกโหมดการทำงาน
3 Work Vibe ที่ Gen Z มองหาในออฟฟิศยุคใหม่
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าการ จัดพื้นที่ Hybrid Workplace สามารถเปลี่ยนอารมณ์ของออฟฟิศได้อย่างไร เราต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจ Vibe หลักๆ ที่คนทำงานรุ่นใหม่โหยหา แล้วใช้เฟอร์นิเจอร์เป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์บรรยากาศเหล่านั้น
Vibe 1 : Café Vibe
บรรยากาศนี้เน้นความสบาย ไม่เป็นทางการ และมีความกึ่งสาธารณะ เหมาะสำหรับการ Brainstorm เบาๆ หรือการนั่งทำงานคนเดียวที่ต้องการเสียงจอแจบ้างเพื่อให้สมองแล่น สูตรการจับคู่เฟอร์นิเจอร์สำหรับโซนนี้คือการนำ Lounge Chair ดีไซน์สวยที่นั่งสบายแต่ยังรองรับสรีระได้ดี มาจับคู่กับโต๊ะกาแฟ (Coffee Table) ที่มีความสูงพอเหมาะสำหรับวางแล็ปท็อปและแก้วเครื่องดื่ม หรือหากต้องการรองรับกลุ่มคนที่ใหญ่ขึ้น การเลือกใช้โซฟาที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้านมาวางคู่กับม้านั่ง (Bench) จะช่วยให้อิสระในการนั่งพักผ่อนและพูดคุย ให้ความรู้สึกเหมือนมุมนั่งเล่นในร้านกาแฟโปรดที่ทุกคนอยากแวะเวียนมาใช้งาน
Vibe 2 : Focus Lounge
หรือโซนสมาธิ แม้ Gen Z จะชอบความสนุกสนาน แต่พวกเขาก็ต้องการพื้นที่สงบสำหรับการทำงานที่ต้องใช้ความคิดลึกซึ้ง (Deep Work) หรืออ่านเอกสารสำคัญ บรรยากาศในโซนนี้ต้องมีความเงียบ สงบ และให้ความรู้สึกกึ่งส่วนตัว (Semi-Private) เพื่อลดสิ่งรบกวนจากภายนอก การจับคู่เฟอร์นิเจอร์ในโซนนี้จึงควรเลือกใช้ High-Back Lounge Chair หรือเก้าอี้พักผ่อนแบบพนักพิงสูง ซึ่งพนักพิงที่โอบล้อมจะทำหน้าที่เป็นเหมือนผนังกำบังสายตา สร้างความรู้สึกปลอดภัยและเป็นส่วนตัว จับคู่กับโต๊ะข้างตัวเล็กสำหรับวางสมุดจดบันทึก หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือการใช้ Single Sofa วางในมุมอับหรือมุมสงบของออฟฟิศ เช่น ริมหน้าต่าง เพื่อสร้าง Niche หรือมุมส่วนตัวเล็กๆ ให้พนักงานได้ปลีกวิเวกมาพักสมองหรือจดจ่อกับงานตรงหน้าได้อย่างเต็มที่
Vibe 3 : Collaboration Hub
บรรยากาศของโซนนี้ต้องเปี่ยมไปด้วยพลัง ความคล่องตัว และความเชื่อมโยงกัน เหมาะสำหรับการประชุมทีมย่อยแบบ Huddle Meeting ที่ต้องการความรวดเร็วและไม่เป็นทางการ สูตรสำเร็จของการจัดเฟอร์นิเจอร์ในโซนนี้คือการเลือกใช้ Modular Sofa ที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดวางได้หลากหลาย มาล้อมวงคู่กับม้านั่งที่น้ำหนักเบาและเคลื่อนย้ายง่าย เพื่อให้สมาชิกในทีมสามารถดึงเก้าอี้เข้ามาเสริมวงประชุมได้ทันทีเมื่อมีไอเดียใหม่ๆ หรืออาจใช้เทคนิคการวางม้านั่งหลายตัวหันหน้าเข้าหากันเพื่อสร้าง Touchdown Point สำหรับการนัดพบปะพูดคุยสั้นๆ 5-10 นาที ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำงานต่อ ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
เคล็ดลับ Mix & Match จับคู่เฟอร์นิเจอร์อย่างไรให้เป๊ะ
การนำเฟอร์นิเจอร์หลากหลายรูปแบบมาวางรวมกัน หากขาดการวางแผนที่ดีอาจทำให้ออฟฟิศดูรกและขาดทิศทาง เคล็ดลับในการ จัดพื้นที่ Hybrid Workplace ให้มี Vibe ที่ชัดเจนแต่ยังคงความเป็นระเบียบคือการคุมโทนสี หรือ Color Palette เพื่อใช้จิตวิทยาของสีในการนำทางอารมณ์ เช่น ในโซน Focus Lounge อาจเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์โทนสีเย็นอย่างสีฟ้า สีเขียว หรือสีเทา เพื่อสร้างความรู้สึกสงบและช่วยให้มีสมาธิ ส่วนในโซน Collaboration Hub อาจเลือกใช้สีโทนร้อนอย่างสีเหลืองหรือสีส้ม เพื่อกระตุ้นพลังงานและความกระตือรือร้นในการระดมสมอง การใช้สีเป็นตัวกำหนดโซนจะช่วยให้พนักงานรับรู้ได้ทันทีว่าพื้นที่ส่วนนี้เหมาะกับกิจกรรมประเภทใด โดยไม่ต้องติดป้ายบอก
อีกหนึ่งเทคนิคสำคัญคือการจัด Zoning หรือการกำหนดขอบเขตของพื้นที่ การแบ่งโซนไม่จำเป็นต้องก่อผนังทึบเสมอไป การใช้พรมปูพื้นที่มีลวดลายหรือสีสันแตกต่างกัน หรือการใช้ฉากกั้นแบบโปร่ง เช่น ชั้นวางของ หรือตู้ต้นไม้ มาวางคั่นระหว่างชุดเฟอร์นิเจอร์ จะช่วยแบ่งขอบเขตของแต่ละ Vibe ให้ชัดเจนขึ้น โดยที่ภาพรวมของออฟฟิศยังคงดูโปร่งโล่งสบายตา นอกจากนี้ ควรเน้นความยืดหยุ่น หรือ Flexibility เป็นหัวใจหลัก โดยเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นเล็กหรืออุปกรณ์เสริม เช่น โต๊ะข้างที่ปรับระดับได้ หรือม้านั่งที่มีล้อเลื่อน เพื่อให้พนักงานสามารถขยับปรับเปลี่ยนรูปแบบการนั่งได้เองตามความถนัดและการใช้งานจริง ซึ่งความรู้สึกว่าตนเองมีอำนาจในการควบคุมสภาพแวดล้อม (Autonomy) นี้เอง คือสิ่งที่ Gen Z มองหาและจะทำให้พวกเขารู้สึกผูกพันกับสถานที่ทำงานมากยิ่งขึ้น
คำถามที่พบบ่อย
1. หากออฟฟิศมีพื้นที่จำกัด จะจัด Hybrid Space ให้มีหลาย Vibe ได้อย่างไร?
สำหรับออฟฟิศขนาดเล็ก ไม่จำเป็นต้องจัดโซนใหญ่โต คุณสามารถใช้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นเดียวที่ทำหน้าที่ได้หลายอย่าง (Multi-function) เช่น เลือกใช้ "ม้านั่งยาว" (Bench) เพียงตัวเดียว ก็สามารถเป็นได้ทั้งที่นั่งรอแขก (Café Vibe) และที่ประชุมด่วน (Collaboration Vibe) ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาการใช้งาน หรือใช้การวางพรมผืนเล็กเพื่อกำหนดมุม Focus Lounge ที่มุมห้องเพียงจุดเดียวก็ได้
2. การใช้เฟอร์นิเจอร์แบบ Lounge จะทำให้พนักงานนั่งทำงานไม่ถูกหลักสรีรศาสตร์ (Ergonomic) หรือไม่?
นี่คือเหตุผลที่ควรเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์กลุ่ม "Hybrid Space" ที่ออกแบบมาสำหรับออฟฟิศโดยเฉพาะ (Workplace Furniture) ไม่ใช่โซฟาบ้านทั่วไป เพราะเฟอร์นิเจอร์กลุ่มนี้จะมีการคำนวณความแข็งของเบาะ ความสูงของที่นั่ง และองศาของพนักพิง ให้รองรับการนั่งทำงานได้ดีกว่า และมักใช้คู่กับโต๊ะที่มีความสูงพอเหมาะกับการพิมพ์งาน
3. ควรเริ่มต้นจัดโซนไหนก่อน ถ้ามีงบประมาณจำกัด?
แนะนำให้เริ่มจาก "Collaboration Hub" หรือพื้นที่ส่วนกลางก่อน เพราะเป็นจุดที่ทุกคนในออฟฟิศได้ใช้งานร่วมกันมากที่สุด การเปลี่ยนพื้นที่ประชุมเดิมๆ ให้เป็นโซนโซฟาที่ผ่อนคลาย จะช่วยสร้าง Impact และเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานของทีมได้เห็นผลชัดเจนที่สุด
